ข่าวกิจกรรม
บันทึกกิจกรรม
ทริปแรกปีเสือ อุ้มผาง-ทีลอซู-ทุ่งใหญ่ตะวันออก
ทริปแรกปีเสือ อุ้มผาง-ทีลอซู-ทุ่งใหญ่ตะวันออก
Tags: ตูกะสู | ทุ่งใหญ่ตะวันออก | น้ำตกทีลอซู | เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
สวัสดีปีใหม่ 2553 ค่ะ ปีนี้กลุ่มกิจกรรมธรรมชาติเบิกฤกษ์เปิดปี ด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ในระหว่างวันที่ 8 – 11 มกราคม 2553 โดยเป็นการพาน้องๆจากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อการศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ไปศึกษาดูงานในเรื่องของการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง
งานนี้แยกกันเดินทางโดยทีมบ้านนกฮูกล่วงหน้ากันไปก่อน 1 วัน คือวันที่ 7 แล้วแวะพักนอนระหว่างทางคือที่ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช (เพื่อให้ผู้จัดการโดนผีหลอก)แล้วตอนเช้าก็มุ่งหน้าสู่แม่สอด และอุ้มผางกันต่อไป
ถ้าใครที่เคยไปอุ้มผางมาแล้วก็คงจะจดจำไม่ลืมเลือนกับเส้นทางแผ่นดินดอยลอยฟ้าที่คดโค้ง และนับรวมโค้งได้ 1,219 โค้ง ยังคงจำกันได้ดีนะคะ บางคนหรือหลายคนไปแล้วก็ไปอีก อาจด้วยจำเป็นหรือเพราะชอบอย่างที่สุดก็เป็นได้ค่ะ เอาเป็นว่ากว่าจะเดินทางไปถึงก็ทำเอาหลายคนสลึมสลือเพราะเมากับโค้ง แต่ถ้าใครไม่เมาอย่างน้อยๆก็คนขับ ก็คงจะได้ชื่นชมกับทัศนียภาพ 2 ข้างทางได้อย่างจุใจเพราะใช้เวลาในการเดินทางฝ่าโค้งกว่า 3 ชั่วโมง 2 ข้างทางเป็นป่าซึ่งเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเกือบทั้งหมด และสลับกับไร่ซากที่เคยเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านมาก่อน มีหมู่บ้าน และมีศูนย์อพยพที่คุ้มกันด้วยทหารดูกันเอาเองตามรูปนะคะ
กว่าจะถึงที่หมายก็บ่ายคล้อย น่าจะเกือบๆ บ่าย 3 โมงเย็นได้ ที่พักสำหรับครั้งนี้ก็คือ ตูกะสูคอจเทจ ของพี่อู๊ดดี้และพี่ยุ้ย
สัมผัสแรกกับตูกะสูคงจะเป็นที่ซุ้มพวงแสด สีแสบทรวงที่พร้อมใจกันออกดอกสีส้มให้ได้ชมกัน แม้ค่ำคืนก่อนจะโดนฝนมาแต่ก็ยังยื้อดอกไว้รอคอยแขกผู้มาเยือน
กว่าน้องๆจะเดินทางฝ่าโค้งมาถึงก็ค่ำมืด ไม่พูดพร่ำทำเพลงทานข้าวก่อนเลย เงียบ! เพราะหิว เพราะเหนื่อยหรือออมแรงไว้พรุ่งนี้กันแน่ก็ไม่รู้นะคะ เสร็จกิจก็เข้าห้องพักหลับเงียบและปลอดภัย
************************************
8 ม.ค. 53 แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวจริงๆเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ตากหาก เช้านี้พวกเรากว่า 50 ชีวิตรวมครู นักศึกษา และพี่ๆจากบ้านนกฮูก มีภารกิจที่จะต้องพิชิตน้ำตกทีลอซูกัน แต่เส้นทางนั้นต้องล่องเรือแม่น้ำแม่กลองไปขึ้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด และนั่งรถต่อเข้าไปอีก 14 กิโลเมตร ยังไม่ถึงนะคะ ต้องเดินเข้าไปอีก ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็ถึงน้ำตกทีลอซู
การล่องแพยางเป็นไปอย่างสนุกสนานและทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ก็โชคดีที่ช่วงนี้น้ำน้อยจึงไม่อันตรายมากนัก พี่อู๊ดดี้ บอกพวกเราว่าเป็นการล่องแพในระดับ 1-2 เพื่อชมธรรมชาติ ไม่ใช่ระดับที่ต้องมีการผจญภัยอะไรมากมาย
แม่น้ำแม่กลองไหลเย็นแต่ไม่เห็นตัวปลาเพราะฝนตกติดต่อกันมา 3 คืน น้ำจึงออกเป็นสีกือบดำ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา ทัศนียภาพ 2 ฝากฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แต่ละต้นต้องแหงนหน้าทำมุมเกือบจะ 90 องศา ถึงจะเห็นยอด เพราะว่าสูงใหญ่มากๆ อากาศสดชื่นเย็นสบาย จึงไม่แปลกใจที่ผู้ตนหลั่งไหลไปเที่ยวกัน
ล่องมาได้สักพักก็ผ่านน้ำตกเล็กๆซึ่งเป็นน้ำที่ตกมาจากหน้าผา จนละลายหินปูนให้เป็นรูปร่างคล้ายๆกับหยดน้ำ บางส่วนทนรับน้ำหนักไม่ไหวตกลงมากองกับพื้นแล้วมอสก็ขึ้นคลุมเขียวชอุ่ม ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งนัก
จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในการล่องแม่น้ำสายนี้ก็คือน้ำตกสายรุ้ง ไม่รู้จะเรียกชื่อถูกหรือเปล่านะคะ เป็นจุดที่แสงหักเหตกกระทบหยดน้ำที่ตกมาจากหน้าผาจนเกิดเป็นรุ้งสีสวย ตั้ง 2 เส้น แพลำไหนไปก็ต้องแวะชมปรากฏการณ์นี้กัน เห็นคนพายบอกว่าสำคัญต้องมาเวลานี้เท่านั้นถึงจะเห็นมันก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะว่ามันเป็นช่วงที่แสงตกกระทบพอดี
กว่าจะถึงที่ผาเลือดหลายคนก็บ่นอุบอิบว่าเมื่อยก้น ก็คงจะจริงก็เล่นเอานั่งนานตั้ง 3 ชั่วโมง นี่ขนาดได้แวะพักระหว่าทางที่หน่วยน้ำพุกันแล้วนะนี่ พอถึงผาเลือดก็นั่งรถต่อกันไปที่น้ำตกทีลอซู....
เส้นทาง 14 กิโลเมตร ถ้าเป็นในเมืองคงใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่ที่นี่ไม่ใช่ค่ะ เราต้องใช้เวลามากถึง 45 นาทีกว่าจะเดินทางฝ่าเส้นทางลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อ และแอบมีฝุ่นด้วยเล็กน้อย แต่ทุกคนก็สู้...(รึเปล่า) และไปถึงจนได้ เมื่อไปถึงก็เติมพลังกันก่อนด้วยข้าวห่อใบตองที่ข้างในมีพลาสติกรองอีกชั้นหนึ่ง กับส้มที่ไม่ได้แว๊ก เป็นผลไม้ทานหลังอาหาร
ภารกิจก่อนชมน้ำตกก็คือการรับฟังบรรยายจาก หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง คุณปราโมทย์ ก็ทำให้ได้รู้จักอุ้มผางกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย และแล้วก็ถึงเวลาการตะลุยน้ำตกทีลอซูกันเสียที ระยะทางเดิน 1.5 กิโลเมตรไม่ไกลเกินไปที่จะไปถึง และก็งดงามตระการตาอย่างที่เขาล่ำลือกันจริงๆค่ะ
****************************
9 ม.ค.53 เช้าตรู่ตีห้าพี่อู๊ดดี้ นัดทุกคนเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ดอยหัวหมด ตีห้าหน่อยๆมีน้องๆเพียงไม่กี่คนรถคันแรกก็เลยออกไปก่อน ทยอยกันออกไป ระหว่างทางบนหลังรถ 2 แถว ทุกคนต้องฝึความหนาวเย็นและหมอกที่ลงหนาจนมองไม่เห็นอะไรรอบข้าง แต่พอไปถึงดอยหัวหมดซึ่งห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร หมอกที่ทำท่าว่าหนามากก็หายไปหมดสิ้น
ดอยหัวหมด หมดจริงๆบนยอดเขาไม่มีต้นไม้ใหญ่อยู่เลย สาเหตุเพราะว่ามันขึ้นไม่ได้ในสภาพดินที่เป็นภูเขาหินปูนเช่นนี้ ประชากรที่ไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นค่อนข้างหนาตา จนมีหลายคนบอกว่าสงสัยนักท่องเที่ยวทั้งอุ้มผางมารวมกันอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว
กว่าพระอาทิตย์จะขึ้นก็ต้องนั่งรอกันเป็นชั่วโมง แต่จุดที่เราอยู่เป็นฝั่งตะวันตกของประเทศจึงทำให้พระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ดวงไม่กลมโตอย่างที่คิด แต่ภาพที่เห็นหลังจากที่แสงสว่างอาบทั่วแล้วก็น่าประทับใจไม่น้อย กับผืนป่าและบ้านเรือนกลุ่มเล็กๆของอำเภออุ้มผาง...ที่กำลังตื่นขึ้นจากกลางคืนอันมืดมิด
ภารกิจหลังจากกินข้าวก็คือการเดินทางไปศึกษาดูงานที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ด้วยพาหนะคันเดิมกับเมื่อวาน แต่วันนี้หนทางไกลกว่าเดิม คือประมาณ 1.30 ชั่วโมง แต่ไม่ว่าจะไกลขนาดไหนน้องๆก็ไม่หวั่น เพราะไหนๆก็มาไกลถึงขนาดนี้ จะไปไกลเท่าไหนก็คงต้องไปกัน
ที่ทุ่งใหญ่ตะวันออก พวกเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น จากหัวหน้าเขตฯ คุณสมปอง ทองสีเข้ม ได้บรรยายเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ด้วยวิธีการต่างๆ ที่โดดเด่นในตอนนี้ก็คือการนำระบบลาดตระเวนแผนใหม่เข้ามาใช้ในการป้องกันพื้นที่ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติของประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน
ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้เป็นที่เล่าขานกันว่าสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานที่ที่พวกเราได้ไปเยือนคือใจกลางผืนป่าตะวันตก หัวหน้าเขตฯพาพวกเราไปดูโป่งช้าง และโป่งกระทิง ซึ่งระหว่างทางรกทึบด้วยหญ้าคาที่ขึ้นอย่างหนาแน่น แต่ภาพที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น หากคือเส้นทางเล็กๆที่เบียดหญ้าให้ลู่เป็นทาง ใช่แล้วล่ะค่ะนั่นคือทางของช้างและสัตว์ป่าใช้สัญจร หากได้มีโอกาสขึ้นไปมองจากบนท้องฟ้าลงมา ก็คงจะเห็นเป็นเส้นทางคดเคี้ยวตัดกันไปตัดกันมาทั่วทั้งป่า เฉกเช่นเดียวกับที่มนุษย์เรามีเส้นทางถนนในการเดินทางแต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่พื้นที่ป่าธรรมชาติเหลือน้อยลงทุกที จนต้องดั้นด้นเดินทางผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวเพื่อได้ไปชื่นชม
การศึกษาดูงานของน้องๆจาก มศว.ประสานมิตรในครั้งนี้นับเป็นประสบการณ์และโอกาสอันดี ที่น้อยคนนักในประเทศนี้ได้รับ หวังอย่างยิ่งค่ะว่าสภาพความสมบูรณ์และบริสุทธิ์ขิงพื้นที่จะทำให้เกิดความทรงจำที่ดีและความประทับใจกับธรรมชาติ และในโอกาสต่อไปเราจะมีคนที่เป็นเพื่อนกับธรรมชาติมากขึ้น ยามใดที่เพื่อนเดือดร้อน ในยามนั้นเพื่อนคงไม่ทิ้งกัน....
********************
Last Updated (Wednesday, 27 January 2010 14:17)
























