ร้อยเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง
เรื่องของ "ปลาย"
เรื่องของ "ปลาย"
“ปลาย” เป็นสาวน้อย หน้าตาจิ้มลิ้ม ด้วยดวงตากลมโตของเธอ ใครเห็นก็รัก ใครพบก็เอ็นดู อยากถูกเนื้อต้องตัวเธอ อยากสัมผัส (สักนิดก็ยังดี) อยากเล่นด้วย ซึ่งจากที่ฉันสังเกตเห็น “ปลาย” ก็คงอยากเล่นและอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนที่มันพบเห็นเช่นกัน
ฉันเจอ “ปลาย” ครั้งแรกเมื่อกลางเดือนเมษายน ที่อาคารมรดกโลก ของสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เธอมาทำงานพร้อมกับเจ้าหน้าที่สาวๆของสำนักงาน ที่ห้องปฏิบัติการลาดตระเวน ตลอดเวลาที่ฉันเห็นเธอนั้น สาวๆไปทางไหน เธอก็ไปทางนั้นด้วย เกาะเอวไปบ้าง เกาะขาไปบ้าง เกาะตรงไหนก็ได้ ขอให้ได้ไปด้วยก็แล้วกัน ในวันนั้น ฉันได้แต่มองดูเธอด้วยความสนใจ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปทำความรู้จักกับเธออย่างเป็นทางการ ได้แต่เพียงแอบเมียงมองยามที่เธอซุกซน และโดนดุ เท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ฉันได้รู้จักกับ “ปลาย” ฉันก็ได้มีโอกาสถูกเนื้อต้องตัวเธอ รวมทั้งได้มีช่วงเวลาสั้นๆที่ได้เล่นกับเธอ และดูแลเธอ สำหรับฉันในเวลานั้น “ปลาย” ดูน่าสงสาร มากกว่าน่ารัก เธอกอดฉันเหมือนเด็กที่กำลังกอดแม่ ดวงตากลมโตของเธอเหมือนตื่นตระหนก อยู่ตลอดเวลา เธอไม่ยอมอยู่ตามลำพัง และมักจะมองหาคนที่จะเป็นที่พึ่งให้กับเธอได้ตลอดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ออกจะดูแปลกสักเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่นี่ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย หากว่าเรารู้ที่มาของ “ปลาย” ก่อนที่จะต้องมาเป็นลูกสาวของบรรดาคุณแม่จำเป็นทั้งหลายในสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนี้
ฉันฟังเรื่องราวของ “ปลาย” จากคำบอกเล่าของหนึ่งในเจ้าหน้าที่เขตฯ ที่ต้องทำหน้าที่แทนแม่ของ “ปลาย” ในวันนี้ และนี่คือเรื่องของปลาย ที่ฉันอยากนำมาเล่าต่อให้ทุกๆคนได้รับรู้เช่นกัน
“ปลาย” เป็นชื่อของลูกชะนีมือขาว หรือชะนีธรรมดา (White-handed Gibbon) สันนิษฐานว่าเธอน่าจะเกิดอยู่ในพื้นที่บริเวณเทือกเขาปลายห้วยขาแข้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางติดต่อกับห้วยขาแข้ง เธอควรจะได้อยู่กับแม่และครอบครัว มากกว่าที่จะมาอยู่กับเราในวันนี้ หากไม่มีคนที่จะพยายามนำเธอออกมาจากบ้านของเธอ
เช้าวันหนึ่งในเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยยู่ยี่และห้วยน้ำขาว (เป็นหน่วยฯของห้วยขาแข้งที่อยู่ติดต่อกับพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง) ออกลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณเทือกเขาปลายห้วยขาแข้ง ชุดลาดตระเวนได้ปะทะกับพรานที่เข้ามาล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ ผลจากการตรวจค้นจับกุม ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่พบซากสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งซากสัตว์ป่าสงวน และซากสัตว์ป่าคุ้มครอง และหนึ่งในสัตว์ป่าที่ตรวจพบได้จากกระสอบข้าวสารที่กระดุกกระดิกไปมาได้นั้น ก็คือ ลูกชะนีมือขาวตัวหนึ่ง อายุประมาณไม่เกินหนึ่งเดือน ที่มีแววตาตื่นตระหนกชนิดที่ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของตัวเองจะเป็นเช่นไร และนี่คือที่มาของ “ปลาย” ลูกชะนีตัวน้อย ที่รอดชีวิตได้จากการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน ในวันนั้น
“ปลาย” ชื่อนี้ได้มาเพราะเธอมาจากบริเวณเทือกเขาปลายห้วยขาแข้ง “ปู” หนึ่งในแม่บุญธรรมของปลาย บอกฉัน ในช่วงแรกที่ได้เธอมาอยู่ด้วยนั้น เธออาศัยอยู่กับเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนของหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยน้ำขาว จนกระทั่งต้นเดือนเมษายน “ปลาย” จึงได้ย้ายบ้านมาอยู่ที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และช่วงนี้เองที่ปลาย มีแม่ และพ่อ บุญธรรม มากขึ้นอีกหลายคนทีเดียว
ในแต่ละวัน “ปลาย” กินอะไร ?
ฉันถาม อมรรัตน์ อีกหนึ่งในแม่บุญธรรมของ ปลาย
อมรรัตน์ ให้คำตอบอย่างนักวิชาการด้านสัตว์ป่าทันที “โดยปกติแล้ว ชะนีที่อยู่ในป่าธรรมชาติ จะกินได้หลายอย่างค่ะ ตั้งแต่ยอดไม้อ่อน ใบไม้ ผลไม้ และแมลงบางชนิด แต่หลักๆแล้วจะกินผลไม้มากกว่า ในลูกชะนี ก็จะมีนมจากแม่ของมันเพิ่มขึ้นมา แต่ในกรณีของ “ปลาย” ซึ่งไม่มีแม่ และไม่ได้อยู่ในป่า เราจึงเลี้ยงมันด้วยนมผงสำหรับเด็ก และเสริมด้วยผลไม้เท่าที่หาได้ โดยปกติแล้วลูกชะนีจะกินนมแม่จนกระทั่งอายุ 18 เดือน และจะออกจากอ้อมอกของแม่เมื่ออายุประมาณสองปี ดังนั้นเราจึงต้องให้มันกินนมไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะเลิกกินเองค่ะ”
แล้วเมื่อลูกชะนีมาอยู่กับคน มันจะเรียนรู้วิถีชีวิตแบบชะนีได้อย่างไร และในอนาคตชีวิตของปลาย จะเป็นอย่างไร?
ฉันถาม อมรรัตน์ต่อ
อมรรัตน์ อมยิ้ม และชี้ให้ฉันดู “ปลาย” ที่กำลังเดินอยู่บนพื้นดิน “ พี่เห็นไหม มันเดินเหมือนคนเข้าไปทุกทีแล้ว มันเลียนแบบเราค่ะ โดยธรรมชาติแล้ว ชะนีจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ ไม่ค่อยลงมาเดินบนพื้นดิน ขาที่สั้นและแขนที่ยาวของมันทำให้มันเดินไม่สะดวก สังเกตจากเวลามันเดิน ดูเหมือนจะหน้าคว่ำคะมำไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา แขนยาวๆของมันต้องคอยยกขึ้นเพื่อไม่ให้ลากพื้น นี่เป็นแค่ตัวอย่างพฤติกรรมของมันที่เห็นได้ไม่ยาก ยังไม่รวมถึงการฝึกปีนต้นไม้ เราพยายามเอาเชือกยาวๆผูกไว้กับต้นไม้และคล้องไว้ที่ตัวมัน เพื่อให้มันได้ฝึกปีนขึ้นไปสูงๆ แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ชอบใจนักหากว่าต้องปีนขึ้นไปที่สูงๆ ส่วนใหญ่ที่มันปีนก็จะคล้ายกับปีนป่ายเล่นมากกว่า”
“แม้ว” อีกหนึ่งสาวของทีมแม่บุญธรรมของปลาย เสริมในเรื่องของพฤติกรรมการกิน “ตอนนี้มันไม่รู้หรอกค่ะ ว่าอะไรกินได้ หรืออะไรกินไม่ได้ นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ตามธรรมชาติแล้วลูกชะนีที่อยู่กับแม่จะเรียนรู้พฤติกรรมการหาอาหารจากแม่จนกระทั่งอายุสองปี แต่ในกรณีนี้ เพราะปลาย ไม่มีแม่ พวกเราเองก็สอนไม่ได้เหมือนอย่างที่แม่ชะนีจะสอนลูกหรอกค่ะ เราให้อะไรมันกิน มันก็กินอย่างนั้น ช่วงนี้มันยังเล็ก ก็อาจจะฝึกให้มันลองหาอาหารเองลำบาก แต่หากโตกว่านี้ ก็น่าจะฝึกได้ ทั้งในเรื่องของการหาอาหารและการใช้ชีวิต”
“แล้วอย่างนี้เราคงจะต้องเลี้ยงมันตลอดไปนะซิ มันจะไปใช้ชีวิตในป่าโดยลำพัง ได้อย่างไร”ฉันนึกในใจ ยังไม่ทันจะอ้าปากถามต่อ อมรรัตน์ เหมือนจะรู้ รีบชิงเล่าให้ฟังต่อทันทีว่า “ เรากำลังวางแผนกันค่ะ ว่าอีกสักพัก เราคงต้องฝึกให้มันใช้ชีวิตด้วยตัวมันเองมากกว่านี้ ตอนนี้มันอายุประมาณหกเดือนแล้ว เรามีแนวคิดสองทางค่ะ หนึ่งคือการเอามันไปอยู่กับเจ้าหน้าที่เราที่หน่วยในป่า อาจจะเป็นหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยน้ำตื้น เพราะที่นั่นมีชะนีเยอะ เราสามารถฝึกให้มันอยู่ในป่าจริงๆได้ ให้มันได้ใช้ชีวิตและหาอาหารกินเองในป่าให้ได้มากที่สุด เราหวังว่าวันหนึ่งมันจะเข้าป่าและไปเข้าอยู่รวมกับฝูงที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ แต่แนวทางนี้ก็อาจมีปัญหาเพราะตามปกติแล้วชะนีจะอยู่เป็นครอบครัว หลงเข้าไปตัวเดียวก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ แนวคิดที่สอง ก็คือเอามันไปอยู่ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่นั่นจะมีคนดูแล มีอาหาร และมันก็ไม่ต้องอยู่ในกรงด้วย เพราะที่สถานีมีพื้นที่สำหรับชะนีอยู่เป็นเกาะเล็กๆและมีน้ำล้อมรอบค่ะ แต่ตอนนี้ก็มีชะนีอยู่แล้วหนึ่งตัว หาก“ ปลาย” ไปอยู่อีกตัว จะเข้ากันได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ทั้งสองแนวทางนี้ก็เป็นทางเลือกค่ะ ยังไม่ได้ตกลงกันอย่างจริงจัง”
หลังจากวันที่ได้พูดคุยกับแม่บุญธรรมของ “ปลาย” ทั้งสามคน ในเดือนเมษายนแล้ว ฉันกลับเข้าไปเจอปลาย อีกครั้ง ในวันนี้ ต้นเดือนมิถุนายน ในสายตาของฉัน ดูเหมือนว่า ชีวิตของปลาย มีอาณาเขตกว้างขึ้น จากการที่ต้องตามบรรดาแม่ๆไปทำงานทุกวัน “ปลาย” สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้บ้างแล้ว เธอแอบหนีมาเล่นที่ครัวริมธาร ด้วยตัวเองบ้างในบางเวลา เธอสนุกกับทุกอย่าง เธอเข้าหาคนได้ทุกคน ทุกคนที่พบเห็นต่างก็รัก และเอ็นดูเธอ จากที่สังเกตก็เห็นได้ว่าเธอมีความสุขพอสมควรเลยทีเดียว แม้จะเทียบไม่ได้กับความสุขที่เธอควรจะมีหากได้อยู่กับครอบครัวในบ้านอันอบอุ่นของเธอ
เรื่องของ “ปลาย” ที่ฉันได้มีโอกาสบอกเล่าสู่กันฟังในวันนี้ แม้ชีวิตของเธอจะไม่ใช่วิถีของชะนีในธรรมชาติ อย่างที่ควรจะเป็น แต่หากมองด้วยสายตาที่เข้าใจแล้ว เราอาจได้คำตอบด้วยตัวเองว่า ใช่หรือไม่ว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ที่เราสามารถทำได้ “ปลาย” อาจจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นชะนีที่สมบูรณ์แบบ แต่แน่นอนมันจะมีชีวิตต่อไป แทนที่จะต้องตายไปด้วยกิเลสของคนเพียงไม่กี่คน
ยังจะต้องมีลูกชะนีและลูกสัตว์ป่าอื่นๆ อย่างเช่น “ปลาย” อีกสักกี่ตัวกันหนอ จึงจะทำให้ผู้คนได้รับรู้และเข้าใจได้ว่า ลูกสัตว์ป่าเหล่านั้นได้ถูกพรากมาจากแม่และจากวิถีชีวิตที่มันควรจะเป็น ต้องมาอยู่กับสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธ์ที่เรียกว่ามนุษย์ ซึ่งมีรูปแบบของการใช้ชีวิตแตกต่างจากพวกมันอย่างสิ้นเชิง หากพวกมันเลือกได้ ฉันเชื่อเหลือเกินว่ามันคงเลือกที่จะอยู่และเรียนรู้วิถีชีวิตของมันจากครอบครัว ในบ้านที่อบอุ่นตามธรรมชาติของพวกมัน มากกว่าที่จะมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านที่ไม่ใช่บ้านของมัน
Last Updated (Wednesday, 09 June 2010 18:39)












